Tag: พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ

ปีศาจแดง กับผลงานหลังผ่านการเล่นไปแล้วทั้งหมด 6 นัด

ปีศาจแดง

ทีม ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของ โชเซ่ มูรินโญ่ นับเป็นอีกหนึ่งทีมที่มีความเปลี่ยนแปลงมากที่สุดทีมหนึ่งในช่วงซัมเมอร์เรามาดูกันว่าเป็นอย่างไรบ้าง

ปีศาจแดง โฉมใหม่ผลงานเป็นอย่างไรในปี 2017/2018

ปีศาจแดง

ถ้าจะถามว่าทีมไหนที่ผลงานดีที่สุดในพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ แฟนบอลที่เป็นแฟนตัวยงก็คงต้องตอบเลยว่า “ปีศาจแดง” แน่นอนเพราะพวกเขาทำผลงานได้เหลือเชื่อแตกต่างกับซีซั่นก่อนและต้องยกเครดิตให้กับผู้จัดการทีมอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ ที่สามารถสร้างทีมที่แข็งแกร่งได้ขนาดนี้โดยใช้เวลาแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น

เกมแรกพวกเขาจะต้องออกไปเยือน “หงส์ขาว”สวอนซี ซิตี้ ซึ่งตอนแรกแฟนบอลก็ค่อนข้างเป็นห่วงเพราะเมื่อซีซั่นที่ผ่านมาพวกเขาก็มาพ่ายแพ้ทีนี่ แต่ในเกมนี้พวกเขาทำเกมรุกอย่างเมามันส์จนเอาชนะเจ้าบ้านคาสนาม ลิเบอร์ตี้ สเตเดี้ยม ไปได้ 0-4 และฟอร์มของ โรเมลู ลูกากู ก็ถือว่าสุดยอดจริงๆ

หลังจากนั้นพวกเขาจะต้องกลับไปเปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ต้อนรับการมาเยือนของ “จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ซิตี้ ก่อนที่ผลจะออกมาหลัง 90 นาทีเป็นเจ้าบ้านสามารถเอาชนะไปได้อย่างสบายๆ 2-0 ถือว่าเป็นฟอร์มที่สวยหรูก่อนที่เกมถัดไปพวกเขาจะสะดุดนิดหน่อยโดยการออกไปเยือน “ช่างปั้นหม้อ”สโต๊ค ซิตี้ และก็เสมอกันมา 2-2 การเสมอในเกมนี้ทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่สามารถเอาชนะ เดอะ พร็อตเตอร์ ถึงถิ่นได้ 5 ปีแล้ว

แต่พวกเขาก็กลับมากู้หน้าได้อีกครั้งในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เปิดบ้านรับการมาเยือนของ เอฟซี บาเซิ่ล ก่อนจะเอาชนะได้อย่างง่ายดาย 3-0 ถือว่าเป็นการล้างแค้นให้กับปีล่าสุดที่พวกเขาลงแข่งรายการนี้เนื่องจากพวกเขาก็พ่ายให้กับทีมดังจากสวิตเซอร์แลนด์ เช่นกัน

ต่อมาพวกเขาก็จะต้องเปิดบ้านรับการมาเยือนของ “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” เอฟเวอร์ตัน และนี้ยังถือว่าเป็นการเยือนถิ่นเก่าครั้งแรกของตำนานของทีมอย่าง เวย์น รูนี่ย์ อีกด้วย สถานการณ์ภายในเกมนั้นถือว่าค่อนข้างสูสีเลยทีเดียวก่อนที่ อันโตนิโอ วาเลนเซีย จะยิงให้ เร้ด เดวิลล์ ขึ้นนำก่อน 1-0 เกมทำท่าว่าจะจบเพียงเท่านี้แต่พอมาช่วงท้ายเกม เอฟเวอร์ตัน กลับสมาธิหลุดจึงถูกลงโทษด้วยการถูกยิง 3 ประตูรวดในช่วงท้ายเกม

เราจะเห็นได้เลยว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุคนี้เสียประตูค่อนข้างยากเลยทีเดียวถึงแม้ว่าคู่เซนเตอร์แบ็กจะไม่ใช่ เอริค ไบยี่ จับคู่กับ ฟิลด์ โจนส์ ก็ตามที ฟอร์มโดยรวมถือว่าใช้ได้เลยทีเดียวก่อนที่จะลงเล่นศึก คาราบาว คัพ และสามารถเอาชนะ เบอร์ตันไปได้ 4-1 ถือว่าเป็นผลงานอันยอดเยี่ยมที่อาจจะกลับมาคว้าแชมป์ได้อีกครั้งสำหรับ “ปีศาจแดง”

ไก่เดือยทอง กับผลงานหลังออกสตาร์ท พรีเมียร์ ลีก ไปแล้ว 5 นัด

สำหรับผลงานของ ไก่เดือยทอง ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ภานในซีซั่น 2017/2018 นั้นถือว่าไม่ค่อยดีนักวันนี้เราจะมาสรุปผลงานของพวกเขาหลังผ่านไป 6 เกม

ไก่เดือยทอง ผลงานเป็นยังไงหลังออกสตาร์ทไปแล้ว

ไก่เดือยทอง

ผลงานของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ในการคุมทีม ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ นั้นถือว่าไม่ค่อยดีเลยทีเดียวในซีซั่นนี้ ซึ่งพวกเขาก็ต้องเปลี่ยนสนามเหย้าไปใช้สนาม เวมบลี่ย์ ด้วยถือว่าเป็นสนามอาถรรพณ์ของ น้องไก่เลยก็ว่าได้

ผลงานในเกมลีกนัดแรกถือว่าค่อนข้างแย่พวกเขาเปิดบ้านแพ้ให้กับ “สิงห์โตน้ำเงินคราม” 1-2 ก่อนเกมถัดไปจะรับการมาเยือนของ เบิร์นลี่ย์ ก่อนที่ผลจะออกมาเสมอ 1-1 แต่เกมต่อมาพวกเขาต้องออกไปเยือน “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” เอฟเวอร์ตัน ที่สนามกูดินสัน พาร์ค ก่อนจะเอาชนะไปได้ 0-3

หลังจากนั้นผลงานของเขาก็ทำท่าจะดีขึ้นมานิดหน่อยเพราะผลงานในเวที ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก พวกเขาเปิดบ้านทุบ “เสือเหลือง”โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ไปได้ 3-1 ในเกม แฮร์รี่ เคน ยิงคนเดียว 2 ประตูเลยทีเดียวถือว่าเป็นนักเตะที่ชอบยิงประตูใส่ ดอร์ทมุนด์ เป็นอย่างมาก แต่ผลงานพวกเขากลับมาเป็นแบบเดิมอีกครั้งเมื่อต้องกลับมาเปิดรัง เวมบลี่ย์ รับการมาเยือนของ “หงส์ขาว” สวอนซี ซิตี้ และก็เสมอกันไป 0-0 แต่พวกเขาก็กลับมาแก้ตัวได้ในถ้วย คาราบาวคัพ ด้วยการเปิดบ้านเชือด เบิร์นลี่ย์ ไปได้ 1-0 ผ่านเข้ารอบต่อไป

ผลงานโดยรวมถือว่ายังไม่ค่อยดีนักสำหรับเกมในบ้าน โดยเปอร์เซนต์ของการชนะของพวกเขาอยู่ที่ 14.4 เปอร์เซนต์เท่านั้นถือว่าน้อยมากทีเดียวสำหรับทีมที่เป็นรองแชมป์ พรีเมียร์ ลีก ฤดูกาลที่แล้ว

แต่ที่ดูแย่ลงเหมือจะเป็นเกมรับแม้จะเสริม แชร์ ออริเย่ต์ เข้ามาสู่ทีมแต่พวกเขาก็ต้องเสียไปแล้วถึง 4 ประตูทุกรายการจากการลงเล่นไปแล้วทั้งหมด 6 นัด ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาเกมรับเป็นจุดเด่นของลูกทีม เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ เลยทีเดียวเพราะพวกเขาเป็นทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดในลีก

ด้วยฟอร์มแบบนี้แฟนบอล “ไก่เดือยทอง” อาจจะเสียเล็กน้อยเพราะจะต้องทำศึก ลอนดอน ดาร์บี้เจอกับ “ขุนค้อน” เวสต์แฮม ยูไนเต็ด โดยเกมนี้พวกเขาจะต้องเล่นเป็นทีมเยือนด้วย

แต่ถ้านับจากสภาพตัวผู้เล่นแล้ว ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ หน้าจะเป็นทีมที่ดีกว่าอย่างแน่นอน แต่ก็ประมาททีมอย่าง เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ไม่ได้เพราะพวกเขาก็เริ่มที่จะกลับมาชนะและเพิ่มความมั่นใจคืนได้แล้ว

เพราะอะไรไอ้ปืนใหญ่ อาร์เซน่อล ผลงานไม่เปรี้ยงในซีซั่น 2017/2018

เจาะลึก เพราะอะไรไอ้ปืนใหญ่ อาร์เซน่อล ของ อาร์แซน เวนเกอร์ ถึงทำผลงานได้น่าผิดหวังอีกหนึ่งฤดูกาลทั้งที่พึ่งออกสตาร์ทฤดูกาลเท่านั้นเอง

เพราะอะไรไอ้ปืนใหญ่ ถีงฟอร์มแย่ได้ขนาดนี้

เพราะอะไรไอ้ปืนใหญ่

แฟนบอลที่ติดตามฟุตบอลอย่างเราคงได้เห็นกันแล้วว่า “ไอ้ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล นั้นไม่ใช่ทีมที่หน้ากลัวต่อไปแล้วนับตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้วมาจนถึงฤดูกาลนี้ วันนี้เราจะมาหาเหตุผลกันว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่

1.แรงจูงใจในการประสบความสำเร็จ

นับว่าเป็นปัญหาใหญ่ในช่วงหลังของ อาร์เซน่อล เลยทีเดียวมีหลายครั้งหลายหนที่แล้วจะเห็นได้ว่า อาร์แซน เวนเกอร์ ไม่สามารถจะปลุกใจให้ทีมกลับมาอยากคว้าขัยชนะได้และลูกทีมของเขาก็เล่นกันด้วยความเนือยและไม่ค่อยกระหายชัยชนะและนี้ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เราจะเห็นว่าบรรดานักเตะซุบเปอร์สตาร์ประจำทีมนั้นไม่ค่อยชอบเท่าไหร่นัก

2.การเสริมทัพของทีมยังไม่ตรงจุด

อาร์เซน่อล แน่นอนพวกเขานั้นมีปัญหาในเกมรับมาตลอดในช่วงหลายฤดูกาลและมีกองหลังที่ไว้ใจได้แค่ แพร์ แมเตซัคเกอร์ กับ โลร็อง ก็อซซิแอลนี่ เพียงแค่ 2 คนเท่านั้นและมีจุดที่เป็นบ่อน้ำมันอย่างหนักในตำแหน่งแบ็กซ้ายที่เป็น นาโช่ มอลเรอัล ประจำการอยู่ ก่อนที่จะไปซื้อ โคลัค โคลาชินัค มาเสริมทัพทำให้เกมทางซ้ายดูแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาก็มักจะเสียประตูอยู่เป็นประจำ

นอกจากนี้นักเตะในตำแหน่งตัวตัดเกมนั้นก็แทบจะไม่ได้ช่วยอะไรกองหลังเลยด้วยซ้ำ ถ้ามองไปที่ม้านั่งสำรองของ อาร์เซน่อล จะเห็นได้ว่าพวกเขาไม่มีนักเตะระดับท็อปในตำแหน่งนี้อยู่เลยแตกต่างจากสโมสรลุ้นแชมป์หลายทีม อย่างเช่น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มี เนมานย่า มาติช หรือ เชลซี ที่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ซึ่งพวกเขามีตัวตัดเกมชั้นยอดทั้งนั้น

3.กองหน้าหวังพึ่ง อเล็กซิส ซานเชส มากเกินไป

เดอะ กันเนอร์ส นั้นดูแล้วคงจะหวังพึ่งการจบสกอร์ของแข้งชาวชิลีมากเกินไปหน่อย ถ้าเราสังเกตุให้ดีเราจะเห็นได้ว่าถ้าเกมไหนที่ไม่มีอดีตนักเตะ บาร์เซโลน่า รายนี้อยู่ในทีมแล้วนั้นเกมรุกของ อาร์เซน่อล นั้นก็จะตื้อตันลงไปซะอย่างนั้น ในรายของ แดนนี่ เวลเบ็ค นั้นอาจจะเร็วหรือวูบวาบในการโจมตีแต่เขาก็ไม่มีความเฉียบคมในตรงจุดนี้ ส่วนตัวที่เคยทำให้แดนกลางคอยลื่นไหล่อย่าง ซานติ กาซอร์ล่า ก็ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ ส่วนทางด้าน โอริวิเย่ร์ ชิรูด์ หัวหอกชาวฝรั่งเศษนั้นก็หวังพึ่งอะไรได้ไม่มากนักเนื่องจากเขาาเป็นนักเตะที่ไม่ค่อยจะมีความเร็วอาศัยคอยพักบอลและพลิกบอลให้เพื่อนหรืออาจจะมีทีเด็ดที่เป็นแค่ลูกโหม่งอย่างเดียวเท่านั้น

ถ้าหากพวกเขาอยากจะกลับมาลุ้นติด 1 ใน 4 คว้าสิทธิ์ไปลุย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่นหน้าให้ได้พวกเขาต้องยกระดับตัวเองให้ได้มากกว่านี้ ซึ่งเราจะเห็นได้เลยจากการเจอกับ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมันนั้นลูกทีมของ อาร์แซน เวนเกอร์ นั้นไม่ค่อยจะมีกะจิตรกะใจจะไปสู้กับนักเตะพลังใจเกิน 100 ของฝั่ง “หงส์แดง” จริงๆ

เรือใบสีฟ้า จ่อยื่นสัญญาใหม่ให้ กาเบรีบล เฆซุส ตอบแทนผลงานแจ่ม

เรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สโมสรมหาเศรษฐีแห่ง พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ตกเป็นข่าวว่าเตรียมที่จะยื่นสัญญาใหม่ให้กับ กาเบรียล เฆซุส กองหน้าตัวเก่งประจำทีม

เฆซุส จ่อได้สัญญาฉบับใหม่จาก เรือใบสีฟ้า

เรือใบสีฟ้า

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตกเป็นข่าวว่าเตรียมเปิดโต๊ะเจรจากับ กาเบรียล เฆซุส กองหน้าดาวรุ่งประจำทีมเรื่องเกี่ยวกับสัญญาฉบับใหม่ จากการรายงานของสื่อชื่อดังแดนผู้ดีอย่าง เดลี่ เมล

นับตั้งแต่ช่วงเดือน มกราคม ที่ผ่านมาที่ กาเบรียล เฆซุส ย้ายเข้ามาร่วมถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม เขาก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมและก็มีความคาดหวังว่าเขาอาจจะเข้ามาเป็นตัวตายตัวแทนของ เซร์คิโอ อเกวโร่ ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่อย่างไรก็ตามผลงานในการจับคู่กันประสานงานการทำเกมบุกในฤดูกาลนี้กลับทำให้ผลงานของพวกเขานั้นเข้าฟอร์มสุดๆ ซึ่ง เฆซุส นั้นยิงไปแล้ว 12 ประตู จากการลงเล่นทั้งหมด 15 นัด

ก่อนหน้านี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ยื่นสัญญาฉบับใหม่ให้กับทั้ง ดาวิด ซิลบา กองกลางเลือดกระทิงดุ และ เควิต เดอ บรอยน์ มิดฟิลด์ชาวเบลเยียม พิจารณาแล้ว ปัจจุบัน กาเบรียล เฆซุส นั้นรับค่าเหนื่อยอยู่ที่ 70,00 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ซึ่ง ทางสโมสร ก็ต้องการจะตอบแทนรางวัลที่เขามีฟอร์มอันยอดเยี่ยมด้วยการมอบสัญญาฉบับใหม่ให้

ทั้งนี้ยังไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดแต่อย่างใดเกี่ยวกับสัญญาของกองหน้าดาวโรจน์รายนี้ โดยข้อตกลงปัจจุบันของกองหน้ารายนี้จะสิ้นสุดในปี 2021

ปัจจุบันสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การคุมทัพของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผลงานกำลังยอดเยี่ยมเลยทีเดียวพวกเขารั้งตำแหน่งรองจ่าฝูงเป็นรองเพียงแค่ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คู่ปรับร่วมเมืองเท่านั้น

กองหน้าวัย 20 ปี ในตอนแรกถูกมองว่าอาจจะเข้ามาแทนที่ เซร์คิโอ อเกวโร่ กองหน้าชาวอาร์เจนไตน์ที่ฟอร์มตกลงไปจนเกือบจะถูกสโมสรขายทิ้งก่อนที่เขาจะเรียกฟอร์มเก่งของตัวเองกลับมาได้อีกครั้งและในฤดูกาลนี้ก็มีหลายครั้งเช่นกันที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า มักจะใช้งานทั้ง เซร์คิโอ อเกวโร่ ยืนประสานงานร่วมกับ กาเบรียล เฆซุส และผลงานมันก็ออกมาดีด้วย

ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา กวาร์ดิโอล่า ได้พยายามโละนักเตะที่ไม่เป็นที่ต้องการออกไปเพื่อที่จะได้มีที่ว่างกับนักเตะใหม่ที่จะย้ายเข้ามาโดยมีนักเตะหลายรายที่ถูกขายออกไปอาทิเช่น โนลิโต้ , บาการี่ ซาย่า ,กาแอล กลีชี่ และ ปาโบล ซาลาเลต้า ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็เป็นนักเตะที่มีอายุมากเกินหลัก 30 ปีขึ้นไปแล้วทั้งนั้น

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กับผลงานปีที่ 2 หลังจากคุมทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ปีนี้ถือว่าเป็นการคุมทีมปีที่ 2 แล้วสำหรับกุนซือหัวไข่อย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เราจะมาดูกันว่าผลงานโดยรวมของเขาเป็นอย่างไรนับตั้งแต่ออกสตาร์ทฤดูกาล

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผลงานเป็นอย่างไรจะรุ่งหรือจะร่วง

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

นับเป็นปีที่ 2 แล้วที่กุนซืออย่าง กวาร์ดิโอล่า มาคุมทีมในพรีเมียร์ ลีก ซึ่งผลงานในซีซั่นที่แล้วนั้นก็ถือว่าล้มเหลวเลยทีเดียว เพราะไม่สามารถมีแชมป์ติดไม้ติดมือมาได้เลยแม้แต่รายการเดียว

แต่อย่างไรก็ตามนี่เป็นฤดูกาลแก้ตัวของ กวาร์ดิโอล่า เลยทีเดียวโดยเขาใช้เงินที่สโมสรให้มาถลุงได้อย่างคุ้มค่าคว้านักเตะใหม่เข้ามาเพื่อเสริมจุดด้อยของทีมได้เป็นอย่างดี

ผลงานเกมแรกของพวกเขาถือว่าทำได้ดี เปิดสนาม เอติฮัด สเตเดี้ยม เสมอกับ “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน”เอฟเวอร์ตัน ที่ถือว่ายกเครื่องใหม่มาเหมือนกันได้ 1-1 ก่อนที่เกมที่สองพวกเขาจะต้องออกไปเยือน เอฟซี บอร์นมัธ และก็สามาเอาชนะได้ด้วยสกอร์ 1-2

แผนการเล่นของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ภายในฤดูกาลนี้คือใช้กองหลัง 3 ตัว คือ นิโกลัส โอตาเมนดี้ ,จอห์น สโตนส์ และ แวงซอง กอมปานีย์ โดยมี เมนจามิน เมนดี้ และ ไคล์ วอล์คเกอร์ เล่นเป็นวิงแบ็กคอยช่วยเกมรับของทีม

และแผนการเล่นดังกล่าวก็มาแผลงฤทธิ์เอาในแมตช์ที่จะต้องต้อนรับการมาเยือนของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ที่กำลังมั่นใจหลังจากเอาชนะ “ไอ้ปืนใหญ่”อาร์เซน่อล มาได้ 4-0 แต่เกมนี้ลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ กลับถูกทดสอบเกมรับอย่างหนักซึ่งพวกเขานั้นไม่ชอบอยู่แล้วก่อนจะโดนยำไป 5-0 แต่ทีมก็ต้องเสีย แอร์เดสัน ไปจากการถีบของ ซาดิโอ มาเน่

พอไล่ยำ “หงส์แดง” อย่างซะใจแล้วพวกเขาก็เริ่มจะเครื่องติดซะแล้วเมื่อบุกไปเยือน เฟร์เยร์นูด ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนจะเอาชนะมาได้ด้วยสกอร์มากถึง 0-4

ด้วยฟอร์มการเล่นแบบนี้ไม่ว่าทีมไหนเจอเข้าไปก็ต้องมีผวากันแน่นอนและก็เป็นอย่างนั้นเมื่อคู่แข่งต่อไปอย่าง วัตฟอร์ด ก็โดนถล่มไป 0-6 ทั้งที่เล่นในบ้าน ทังยังสามารถผ่านเข้ารอบต่อไปในถ้วย คาราบาว คัพ โดยการเอาชนะ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 1-2

ผลงานโดยรวมถือว่าหน้าพอใจสำหรับแฟนบอล เกมรุกดูดี ดุดัน สร้างสรรค์ และยิงประตูได้อย่างเฉียบคมส่วนเกมรับก็ทำได้ดีไม่ว่าจะเจอทีมที่มีลูกนิ่งเป็นอาวุธก็ตาม ถือว่าคู่กองหน้าอย่าง อเกวโร่ และ เฆซุส ชั่วโมงนี้หน้ากลัวอย่างยิ่ง

 

เจาะลึก 5 สถิติ ที่โชเซ่ มูรินโญ่ ช่วยทำให้ “ปีศาจแดง” ฟอร์มสุดยอดในปีนี้

เจาะลึก 5 สถิติ

วันนี้เราจะมา เจาะลึก 5 สถิติ ที่โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุเกสทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ฟอร์มแจ่มได้แบบสุดยอดหลังจากอัพเกรดทีมขึ้นมาแล้ว

เจาะลึก 5 สถิติ ที่ทำให้ “ปีศาจแดง” ฟอร์มแจ่มในปีนี้

เจาะลึก 5 สถิติ

ฤดูกาลของ พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ในปี 2017/2018 นั้นนับว่าเป็นปีที่ “ปีศาจแดง”แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทัพของ โชเซ่ มูรินโญ่ นั้นถือว่ามีโอกาสคว้าแชมป์ได้อย่างแน่นอนถ้าหากนับเฉพาะผลงานในช่วงต้นฤดูกาลแล้ว

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พึ่งจะซื้อนักเตะใหม่หลายรายเข้ามาสู่ทีมและก็มีหลายรายที่สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้เลยอย่าง เนมานย่า มาติช หรือ โรเมลู ลูกากู แต่คนที่สอบตกและยังต้องรอโอกาสต่อไปก็มีเหมือนกันนั่นก็คือ วิคเตอร์ ลินเดลอฟ

วันนี้เราจะมา วิเคราะห์ที่ โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุเกสเข้ามาช่วยยกระดับให้กับทีมได้

1.การทำประตูได้ในช่วงท้ายเกมที่มากขึ้น

“ปีศาจแดง” ในฤดูกาลนี้มีหลายนัดมากที่พวกเขาสามารถทำประตูได้จากช่วง 10 นาทีสุดท้ายของครึ่งหลังและส่วนมากก็เป็นการส่งตัวสำรองลงมาทำประตูหรือแอสซิสส์ของ มูรินโญ่ เอง ถ้านับจากทุกทีมในพรีเมียร์ ลีก พวกเขาทำประตูได้จากช่วง 10 นาทีสุดท้ายได้ 24 ลูก และเป็น 9 ลูกจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

2.ไม่ได้หวังพึ่งกองหน้าคนเดิมเพื่อทำประตูอีกต่อไป

เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาพวกเขาให้ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช แบกภาระในการทำประตูส่วนใหญ่ไว้ค่อนข้างมาก แตกต่างจากซีซั่นนี้ที่มีผู้เล่นผลัดกันขึ้นมาทำประตูได้อย่างมากหน้าหลายตา ซึ่งการที่ผลัดกันขึ้นมาทำประตูแสดงให้เราได้เห็นแล้วว่าพวกเขานั้นไม่ได้พึ่งเพียงแค่ โรเมลู ลูกากู คนเดียวเท่านั้นในการทำประตูเพราะทั้ง มาร์คัส แรชฟอร์ด และ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ก็อันตรายไม่แพ้กัน

3.มีความเฉียบคมมากขึ้นเมื่อมีโอกาสในการทำประตู

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ฤดูกาลนี้พวกเขาพัฒนาเรื่องการเฉียบคมในการพังประตูได้เพิ่มเป็นหนึ่งเท่าเลยทีเดียว เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาพวกเขาเปลี่ยนโอกาสเป็นประตูได้แค่เพียง 12.4 เปอร์เซนต์เท่านั้น ส่วนฤดูกาลนี้พวกเขาทำได้ที่ 24.2 เปอร์เซนต์

4.สร้างโอกาสเข้าทำได้มากขึ้นจากฤดูกาลที่แล้ว

ฤดูกาลนี้ โชเซ่ มูรินโญ่ สามารถยกระดับแท็กติกของเขาขึ้นได้อย่างดีเยี่ยมด้วยการพาทีมมีโอกาสจบสกอร์ที่ 18.8 ครั้งต่อเกมเทียบกับฤดูกาลก่อนแค่ 15.6 ครั้งต่อเกม

5.มคิทาร์ยาน กำลังจะกลับสู่ฟอร์มที่ดีที่สุดอีกครั้งหนึ่งแล้ว

แมนฯ ซิตี้ เหตุใดทำไมถึงฟอร์มแจ่มเหลือเกินในช่วงฤดูกาล 2017/2018

แมนฯ ซิตี้

วิเคราะห์เหตุผลว่าทำไม แมนฯ ซิตี้ ถึงได้ฟอร์มดีเหลือเกินในช่วงซีซั่นนี้ ทั้งที่ผ่านมาเพียงแค่ 2 ฤดูกาลเท่านั้นภายใต้การคุมทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

แมนฯ ซิตี้ ฟอร์มยอดเยี่ยมหลัง กวาร์ดิโอล่า คุมทีมได้ 2 ฤดูกาล

แมนฯ ซิตี้

วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันว่าทำไม “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือเลือดกระทิงดุ ถึงได้ฟอร์มพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วขนาดนี้

ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผลาญเงินในคลังของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปมากเลยทีเดียวแต่ก็แลกกับนักเตะชั้นดีหลายรายไม่ว่าจะเป็น ดานิโล่ จาก “ราชันชุดขาว”เรอัล มาดริด ,เบนจามิน เมนดี้ จาก อาแอส โมนาโก หรือ ไคล์ วอลค์เกอร์ จากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ซึ่งรายหลังก็ดูจะแพงมากไปหน่อย

เริ่มต้นช่วงเปิดซีซั่น เป๊ป ได้วางแผนใช้งาน เซร์คิโอ้ อเกวโร่ เป็นกองหน้าตัวเป้าประจำทีมโดยบางเกมเขาจะส่ง กาเบรียล เฆซุส ลงไปเล่นคู่กันด้วยและผลก็ออกมาค่อนข้างดีเมื่อทั้งคู่ต่างประสานงานกันพังทลายเกมรับคู่แข่งได้อย่างต่อเนื่องเลยทีเดียว

นอกจากนี้เขายังให้ตัวทีเด็ดประจำทีมอย่าง ดาบิด ซิลบา กับ เควิน เดอ บรอยซ์ ลงทำหน้าที่ปั้นเกมอยู่ด้านหลังอีกด้วย ด้านข้างก็ให้ ราฮีม สเตอร์ลิง ใช้ความเร็วในการโจมตีคู่แข่ง ถ้านับในภาพรวมก็ถือว่าพวกเขาทำได้ดีเลยทีเดียวโดยเฉพาะ อเกวโร่ ที่พึ่งจะระเบิดฟอร์มยิงแฮตทริคได้ในเกมล่าสุด

นอกจากนี้นักเตะใหม่ที่ซื้อเข้ามาทั้ง แบร์นาโด้ ซิลวา และ เบนจามิน เมนดี้ ต่างก็ทำผลงานได้อย่างหน้าประทับใจในการทำเกมรุกโดนเฉพาะแบ็กซ้ายชาวฝรั่งเศษอย่าง เมนดี้ ที่เติมเกมรุกแบบได้เสียในหลายจังหวะเลยทีเดียวซึ่งแฟนบอลหลายรายอาจจะได้เห็นกันไปบ้างแล้วในเกมกับ “หงส์แดง”ลิเวอร์พูล ก่อนที่จะเอาชนะไปได้ 5-0

นอกจาก 2 นักเตะแล้ว เควิน เดอ บรอยซ์ ก็เหมือนจะมีทีเด็ดที่ลูก คิลเลอร์พาส ไปซะแล้วเมื่อประตูส่วนใหญ่ที่ทีมทำได้เขาก็มักจะมีส่วนร่วมในหลายประตูเช่นเดียวกัน

ด้วยฟอร์มการเล่นแบบนี้ แน่นอนพวกเขาจะต้องเป็นตัวเต๊งในการแย่งแชมป์กับ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างแน่นอน เนื่องจากทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ ก็ผลงานดีไม่แพ้กันอีกทั้งยังลงแข่งในพรีเมียร์ ลีก ไปแล้วทั้งหมด 4 นัดยังไม่เสียประตูเลยแม้แต่นัดเดียว

ถ้าผลงานยังเป็นแบบนี้ไปตลอดเราคงจะได้เห็นแฟนบอลฝั่งสีฟ้าของ แมนเชสเตอร์ ได้เฮกันสนั่นเมืองตอนท้ายฤดูกาลแน่นอนครับ